อุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง"สุขวิช"เบี้ยวค่าซื้อที่ดินมาบตาพุด

       ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง "สุขวิช รังสิตพล "อดีตรองนายกฯและรมว.ศึกษา กับภรรยา เบี้ยวค่านายหน้าซื้อขายที่ดินมาบตาพุด 1,500 ไร่ เพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน บ.คาลเท็กซ์ เมื่อปี 2535
       
       วันนี้ (8 ก.พ.) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง 63 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่นายปราณีต ชัยจินดา นายหน้าขายที่ดิน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนางผิวผ่อง รังสิตพล ภรรยา เป็นจำเลยที่ 1 2 ในความผิดเรื่องตัวแทน นายหน้า ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชำระเงินจำนวน 321,045,460 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องรวมเป็นเงิน 529,591,240 บาท
       
       ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการบริหารผู้มีอำนาจบริษัทคาลเท็กซ์ เทรดดิ้ง แอนด์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง และจำเลยที่ 2 ร่วมกันให้โจทก์เป็นตัวแทน หรือนายหน้า เข้าทำสัญญารวบรวมซื้อขายที่ดินบริเวณ ต.มาบตาพุด เนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ขายต่อให้แก่ บ.คาลเท็กซ์ ในราคาไร่ละ 1,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนจำนวน 1 ใน 3 ของผลกำไร แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รวบรวมที่ดินขายให้กับ บ.คาลเท็กซ์ ตามที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาจนครบแล้วมีผลกำไรรวม 900,000,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่จ่ายค่าบำเหน็จตอบแทนจากส่วนแบ่งกำไรจำนวน 1 ใน 3 เป็นเงิน 300,000,000 บาทให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธอ้างว่าไม่เคยแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทน นายหน้า
       
       คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2547 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,023,006.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์
       
       ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองโดยมีส่วนแบ่งผลประโยชน์ 1 ใน 3 ส่วน หรือไม่ จากข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เข้าทำสัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินเพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน กับ บ.คาลเท็กซ์ฯ ซึ่งตามสัญญาระบุว่าโจทก์จะได้รับค่านายหน้าจำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รวบรวมที่ดินขายให้ บ.คาลเท็กซ์ เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2536 หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยทวงถามค่าบำเหน็จในการเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะแบ่งผลประโยชน์จากผลต่างค่าที่ดินเป็น 3 ส่วน ให้จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ และนายอนันต์ อนันตกูล ผู้ติดต่อคนละส่วนนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์เขียนขึ้นเองท้ายสำเนาสัญญานายหน้าที่โจทก์ทำไว้กับ บ.คาลเท็กซ์
       
       อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมอื่นหรือนำนายอนันต์ มาเบิกความยืนยัน นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้ปฎิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีข้อสัญญาดังกล่าว ข้ออ้างว่ามีการตกลงแบ่งประโยชน์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก ขัดกับพฤติการณ์ที่ควรจะเป็น นั่นคือ หากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันจริง เมื่อโจทก์ได้รับเช็คจาก บ.คาลเท็กซ์ แล้วจึงไม่หักส่วนแบ่งซึ่งตนควรได้รับไว้ แต่กลับโอนเงินทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง
       
       เมื่อจำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ราคา 1,950,000 บาท และค่านายหน้าจากการที่โจทก์ได้รวบรวมที่ดินจนสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว อีก 2,00,000 บาท ถือว่าโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนที่เหมาะสมแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังได้ค่านายหน้าอีกร้อยละ 3 จากเจ้าของผู้ขายที่ดินให้โจทก์ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าควรได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์นั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง


ข่าวจาก

แสดงความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น