“ครูย้ง” ยัน “มาร์ค” เป็นเด็กซื่อ บอกขึ้นมึงกูกับแม่แรงกว่าแจกค..นายกฯ
“ครูย้ง” เผย “มาร์ค” ขึ้นมึงกูกับแม่ ร้ายแรงกว่าโพสต์ข้อความด่านายกฯ-ดูถูก “เซน เดอะสตาร์” ในเฟซบุ๊ค ยันเป็นเด็กใสซื่อ เชื่อสบถเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และมีความกบฏตามวัย เปรยทรูไม่เคยเรียกเทรนเนอร์ประชุมเรื่องลูกศิษย์ บอกถ้าจะมีคนมาโห่ไล่ “มาร์ค” กลางคอนเสิร์ต ก็ต้องปล่อยเพราะเป็นรายการเรียลลิตี้
เป็นกระแสให้ติดตามกันตลอดทั้งสัปดาห์ สำหรับกรณีของ 1 ในนักล่าฝันแห่งรายการเรียลลิตี้ อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น7 “มาร์ค วิทวัส ท้าวคำลือ” ที่หลังจากถูกคัดเลือกให้เป็น 12 นักล่าฝันเข้าประกวด ก็ถูกมือดีหยิบข้อความจากเฟซบุ๊คของเจ้าตัวออกมาแฉว่า ได้มีการระบายอารมณ์ด่าทอนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ด้วยถ้อยคำที่หยาบคายถึงขั้นแจกของลับค.. และเคยโพสต์ข้อความพาดพิงถึงทายาทซีพี ตระกูล “เจียรวนนท์” ซึ่งเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของรายการ รวมถึงพูดดูถูก “เซน ปฏิภาณ หล่อเสถียร” หรือ “เซน เดอะสตาร์ 6”
ที่ร้ายกว่านั้นยังพบข้อความที่เจ้าตัวได้ระบายอารมณ์หมิ่นสถาบันว่า เมื่อไหร่จะปลดรูปในหลวงให้หมดทุกบ้าน ซึ่งแม้พ่อของ “มาร์ค” อย่าง “จอห์น ท้าวคำลือ” จะออกมาป้องลูกชายว่า ไม่ใช่เด็กที่ก้าวร้าว รุนแรง แต่เป็นเด็กที่ปากตรงกับใจเท่านั้น แต่คำพูดของพ่อช่างขัดกับคำบอกเล่าของเจ้าตัวเอง ที่ได้เปิดใจในบ้านเอเอฟวันก่อนในช่วงที่ครูสอนแอคติ้งอย่าง “ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์” ได้ให้ 12 นักล่าฝันพูดถึงเรื่องที่อยากจะพูด แต่ไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟัง ซึ่ง “มาร์ค” ก็ได้เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งเคยรำคาญแม่ที่บ่นใส่ตัวเองไม่หยุด กระทั่งสติแตกจึงตะโกนกลับใส่แม่ว่า
“มึงจะเอาอะไรกะกู มึงเคยให้อะไรกับกูที่อยากได้จริงๆ บ้างไหม มึงอยากให้กูไปขายตัวเพื่อเอาเงินมาซื้อในสิ่งที่กูต้องการไหม มึงจะให้กูทำยังไง แค่นี้ขอไม่ได้เหรอ ทำไมต้องบ่น มึงหุบปากได้ไหม ไอ้เ_ย กูไม่ไหวแล้ว”
นอกจากนั้น “มาร์ค V11” ยังโดนครูใหญ่ของบ้านอย่าง “ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์” พูดเตือนให้ใบเหลืองถึง 2 ครั้ง เรื่องพูดจาหยาบคายสองแง่สองง่ามในบ้านเอเอฟ ครั้งหน้าหากมีอีกจะได้ใบแดงและถูกลงโทษ
และวานนี้ (8 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวมีโอกาสพบ “ย้ง ทรงยศ” จึงได้สอบถามถึงกรณีของ “มาร์ค V11” ที่กำลังเป็นประเด็นฉาวอยู่ในขณะนี้ เจ้าตัวเผยว่า
“โดยส่วนตัวหลังจากที่ได้เข้าไปรู้จักเด็กเยอะๆ และผมเองอายุยังน้อยเลยเข้าใจวัยรุ่น แล้วผมเองก็มีโอกาสได้อ่านข้อความเหล่านั้น ได้มีโอกาสรู้จักตัวตนของน้องประมาณนึง อาจจะรู้จักไม่มาก แต่โดยส่วนตัวผมมองว่า น้องก็เป็นแค่วัยรุ่นคนนึง ที่ในสังคมเฟซบุ๊คมันก็เป็นสังคมเพื่อนคนสนิทของเรา ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมไม่ได้บอกว่าน้องทำถูกนะครับ แต่มันเป็นเรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
“และจากที่รู้จักน้องมา ผมว่าน้องไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้น มันเป็นเรื่องของอารมณ์วัยรุ่น ความกร่าง ความอยากโชว์พาวอะไรบางอย่าง ผมว่ามันก็ผิดแหละ แต่ว่าวิธีที่เราจะเตือนหรือสั่งสอนน้อง ไม่ใช่วิธีไปจงเกลียดจงชังเขา ผมว่าเวลาเรามีเด็กที่รู้สึกว่าเขาทำอะไรผิดพลาดบางอย่าง ผมว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการที่จะสอนเขาคือ การให้ความรักเขา แนะนำเขาแบบที่เราเป็นผู้ใหญ่ และผมก็เชื่อว่าความรักมันแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง”
“ตัวผมไม่รู้ว่าน้องเขาจะรู้หรือเปล่าว่า กระแสนอกบ้านเกี่ยวกับเขาเป็นยังไง ผมเองก็เข้ามาทำเอเอฟปีแรก ซึ่งสิ่งที่อยากรู้คือ อยากจะรู้ว่าจริงๆ มันเป็นยังไง พอเข้ามาทำจริงๆ ก็ค้นพบว่า เท่าที่ผมรู้ทุกอย่างมันเป็นความจริง ผมไม่รู้ว่าเบื้องหลังมันมีอะไรหรือเปล่า แต่เท่าที่ผมได้อยู่เบื้องหลังมันเป็นจริงทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรืออะไรก็ตาม มันมีการเซ็ตอัพน้อยมาก หลายคนอาจจะรู้สึกว่า พอมันมีประเด็นเรื่องมาร์คขึ้นมา ซึ่งวันอังคารที่ผ่านมาในชั้นเรียนของผม เราได้มีการเปิดใจ มาร์คเองก็เปิดใจเรื่องคุณแม่ของเขา แล้วเขาก็พูดอะไรบางอย่างออกมา ผมก็พูดกับเขาเหมือนอารมณ์สอนๆ เขา ที่เหมือนจะเกี่ยวโยงภายนอกบ้าน”
“ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้มีคนมาบอกอะไรผมเลย แต่ผมรู้สึกในส่วนของผมเอง คือในอินเนอร์ผมแล้วรู้สึกว่าคนข้างนอกมองน้องยังไง ในใจผมในฐานะของพี่ที่รู้จักน้องประมาณนึง ที่คิดว่าน้องไม่ได้เป็นอย่างที่คนมองหรือรู้สึก เราควรจะสอนน้องในอีกมุมนึง ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องที่มาร์คทำก้าวร้าวกับแม่ มันใหญ่กว่าเรื่องที่มาร์คเขียนในเฟซบุ๊คตั้งเยอะ ในวันนั้นเราพูดเปิดใจในเรื่องที่อยากจะพูด อะไรที่เราคิดว่าจะไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังบ้าง ซึ่งในฐานะของการแสดง มันเป็นเรื่องของการเปิดใจเดินทะลุกำแพง การเปิดตัวตน นักแสดงหรือน้องๆ คนไหนที่อยากจะเป็นศิลปิน หรือก้าวเข้ามาในวงการ เขาต้องก้าวข้ามทะลุตัวตน เขาต้องกล้าที่จะเปิดตัวเองให้ได้ก่อน”
“แล้ววันนั้นน้องๆ ทุกคนก็ล้วนเปิดใจ ซึ่งมันเป็นเรื่องในสิ่งที่เขาทำผิดกับคนที่เขารักหมดเลย ส่วนมากก็จะทำผิดเกี่ยวกับพ่อแม่ อย่างเช่นเคยคิดว่าอยากเขียนเดดโน้ตให้อากงตาย เพราะอากงมาดุ ผมว่ามันเป็นเรื่องวิธีคิดแบบเด็กๆ มันเป็นเรื่องวัยรุ่น ผมเข้าใจได้ว่าในความเป็นวัยรุ่น มันก็มีความขัดแย้งบางอย่างกับครอบครัว เพียงแต่มาร์คอาจจะใช้คำที่รุนแรง แต่เราไม่สามารถไปตัดสินใครได้ โดยที่เรารู้จักเขาแค่นี้ เขาอาจจะมีพื้นฐานอะไรบางอย่าง ที่เราต้องเข้าใจเขามากกว่านี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า เขาเป็นเด็กที่ซื่อๆ ใสๆ เราอย่าไปตัดสินน้องเขา เพียงแค่ว่าเราเห็นข้อมูลเพียงแค่นี้”
“วันนั้นผมก็มีโอกาสได้สอนเขาไปว่า ตอนที่เราเป็นวัยรุ่นก็ต้องเคยทำผิดพลาดมากมายเต็มไปหมด แล้วการที่เราพูดจากับพ่อแม่อย่างนี้ มันก็เป็นอารมณ์นึงในช่วงวัยรุ่น แล้วพี่เชื่อว่าวันนึงที่น้องเติบโต ทุกคนได้เรียนรู้แล้วก็จะเสียใจเองว่า วันนั้นเราไม่ควรจะพูดกับพ่อแม่แบบนั้น ซึ่งมาร์คมันก็ได้เรียนรู้แล้ว มันก็เสียใจก็เลยเดินไปขอโทษคุณแม่แล้ว ตัวผมเองก็มีเฟซบุ๊ค ถามว่าเราเคยมีช่วงอารมณ์ที่ปั่นป่วนหรือเปล่า อยากที่จะระบายไอ้ห่า ไอ้เหี้ย ผมก็มีเต็มไปหมด แต่เผอิญเราแก่แล้วคงระวังตัวมากขึ้น เรารู้ว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่น้องมันยังเด็ก ก็เหมือนตอนนั้น 14-15 ที่เราวุฒิภาวะยังน้อย ไม่งั้นเราจะแก่ไปทำไม เราก็แก่มาเพื่อจะเรียนรู้ชีวิต แล้วประสบการณ์มันก็จะสอนเราว่า ควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร”
เชื่อมาร์คเป็นเด็กใสซื่อ และมีความกบฏในตัวเองตามวัย ลั่นอีกฝ่ายจะผิดปกติหากไม่สำนึกผิดที่ขึ้นมึงกูกับแม่
“ถ้าเอาตามความเชื่อของผม จากที่รู้จักน้องไม่กี่วัน แล้วผมดูแววตามันได้คุยกับมัน ผมว่ามาร์คเป็นเด็กไม่มีอะไร มันเป็นเด็กซื่อๆไม่มีอะไร แต่มันจะมีแววความกบฏของมันอยู่นิดๆ ด้วยความที่มันเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณนี้ มันเป็นธรรมชาติที่จะมีความกบฏบางอย่าง เราเองก็เคยอยู่ในอารมณ์ที่พ่อแม่บอกให้เราทำอะไร ไม่ให้เราทำอะไร แล้วเราก็รู้สึกต่อต้าน คือยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ผมว่าเป็นธรรมชาติของเด็ก ผมว่าวิธีการสำหรับผมที่จะสอนน้อง และบอกน้องเขาคือ รักมันให้มากๆแล้วก็พูดกับมันตรงๆ ถ้าเขาอยากลองอยากทำอะไร ถ้าเป็นลูกผม ผมจะเอามันทำกันต่อหน้าเลย แล้วเราจะสอนเขาได้”
“สมมติว่าเราเลี่ยงไม่ได้ อย่างมีหนังบางเรื่องที่มันดูแล้วไม่เหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็ต้องไปแอบดูกันอยู่ดี เราก็ลากมันมาดูกับเรา แล้วเราก็อธิบายให้เขาฟัง ผมคิดว่าเราจะไว้ใจได้ว่าเด็กมันรับรู้ มันได้รับการถูกสอน มันไม่ได้ไปแอบดูกันเองกับเพื่อน แล้วมันก็เอาไปคิดกันเองไปพูดบิ้ลด์อะไรกันเอง จนกลายเป็นเรื่องที่มันเอาไปจินตนาการต่อของมันกันเอง สิ่งที่เราอยากจะสอนเด็กๆ ในบ้านก็คือ เราอยากจะสอนให้เด็กๆ เป็นตัวของตัวเอง เราอยากจะรักมันให้มากๆ เพื่อที่มันจะได้ไม่ไปเกลียด หรือเบียดเบียนคนอื่น”
“อย่างเรื่องเป็นตัวของตัวเอง คือถ้าครูสอนไปแล้วมันไม่อยากจะเชื่อ มันก็ไม่ต้องเชื่อ มันอย่าไปเชื่อทุกอย่าง เพราะทุกวันนี้ที่มันมีปัญหา ก็เพราะเราไปเชื่ออะไรง่ายไปหมด เรามีข้อมูลอีเมลส่งมา เรามีข้อมูลเฟซบุ๊คส่งมา แล้วเราก็หูเบาเชื่อมันง่ายๆ มันก็เลยเกิด ผมรู้สึกว่าเราต้องสอนให้เด็กมีวิจารณญาณ สอนให้เด็กมันหัดคิดด้วยตัวมันเอง ถ้ามันคิดแล้วค้นพบว่ามันไม่เชื่อ แบบนี้ก็ไม่ต้องเชื่อ หมายถึงว่าถ้าครูสอนแอคติ้งสอนแบบนี้ สอนให้มันเปิดใจแบบนี้ ถ้ามันไม่อยากจะเชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ แต่มันต้องคิดให้ได้ว่าทำไมมันถึงไม่เชื่อ”
“จริงๆ ผมว่าเด็กๆ ทุกยุคทุกสมัยก็คงเหมือนกัน เพียงว่ามันแตกต่างตรงที่ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่นสมัยเราดื้อก็จะหนีโรงเรียนไปเที่ยวป่ากับเพื่อน ทุกวันนี้มันก็เปลี่ยนเป็นหนีโรงเรียนไปเที่ยวห้าง เล่นเกมส์มันต่างกันที่กิจกรรม แต่ผมว่าเรื่องจิตใจมันเหมือนกันทุกรุ่น ที่มันจะมีความสับสน มีการค้นหา มีการต่อต้าน ผู้ใหญ่อย่างเราเคยผ่านจุดพวกนี้มาแล้ว ผมว่าทุกคนเข้าใจผม ซึ่งประสบการณ์ผมก็ 37 ปีเข้าไปแล้ว ผมคิดว่าไม่น่าจะมองอะไรผิดพลาดมาก ผมว่าเด็ก12คนในบ้านเอเอฟรุ่นนี้เป็นเด็กดีครับ เรารู้เลยว่ามันรักครอบครัวของมัน ต่อให้มันจะเคยเขียนเดดโน้ตให้อากง หรือมันจะเคยเรียกแม่มันมึงกู แต่ผมดูออกเพราะเด็ก 15 ปีแววตามันหลอกเราไม่ได้ ถามว่าสิ่งที่มันทำ มันพูดไปมันเสียใจไหม มันก็เสียใจ”
“แล้วที่มันเอาออกมาพูด เพราะเป็นสิ่งที่มันเสียใจ และรู้สึกผิดมาตลอด แต่ถ้าสิ่งที่มันพูดกับแม่มึงกู แล้วมันไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้เลย ผมว่าเด็กมันมีปัญหาแล้วล่ะ แสดงว่ามันเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่นี่เป็นเรื่องที่มันเก็บไว้ในใจ แล้วมันไม่กล้าบอกใคร พอวันนึงมันมีโอกาสได้พูด มันก็พูดออกมาแล้วก็รู้สึกผิด ผมรู้สึกว่ามันได้เรียนรู้อะไรตรงนั้นอยู่แล้ว”
บอกทางทรูไม่เรียกเหล่าเทรนเนอร์ประชุมถึงกรณีดังกล่าว เชื่อหากคอนเสิร์ตเสาร์นี้จะมีกลุ่มคนมาโห่ร้องไล่ “มาร์ค” ก็ต้องปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติของรายการเรียลลิตี้
“กรณีมาร์คพวกครูหรือคนที่ดูแล ไม่ได้มีการประชุมอะไรกันเลย ยิ่งเงียบมากเลย อย่างที่มีกระแสออกมาว่า คอนเสิร์ตวันเสาร์อาจจะมีคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของมาร์ค ซึ่งจะรวมตัวกันไปต่อต้านเขาที่งานคอนเสิร์ต ผมคิดว่าถ้าผมเป็นทรู แล้วผมเป็นคนที่ดูรายการเรียลลิตี้ ผมจะปล่อยให้มันเป็นความจริง คือที่ทุกวันนี้เขาไม่ได้เข้ามาเซ็ตอัพอะไร เขาไม่ได้เข้ามายุ่งจริงๆ เขาไม่ได้เข้ามาบอกว่าจะให้ครูพูดยังไง ไม่เลย ซึ่งถ้าผมเป็นเขา ผมก็จะทำอย่างนี้ คือปล่อยให้ความจริงมันเกิด เพราะความจริงมันสนุกอยู่แล้ว”
“เราไม่ต้องไปเซ็ตมัน เพราะเราคาดเดาสถานการณ์ไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นตอนนี้ปล่อยให้ความจริงมันเกิด ถ้าคอนเสิร์ตวันเสาร์มันมีอย่างนั้นจริง แล้วมาร์คมันไปรู้ตัวบนเวทีคอนเสิร์ตวันนั้น แล้วมันรู้สึกอะไรกลับมา เดี๋ยวมันก็จะได้ความรู้สึกที่มันเป็นเรียลลิตี้ออกมาจริงๆ ให้คนเห็น มันก็จะเป็นเรื่องของครูเอง แล้วถ้าครูรักมัน ครูเห็นมันแล้วสงสารมัน เดี๋ยวครูเข้าบ้านก็จะพูดทุกอย่างออกมาจากใจของครูเอง ผมว่าปล่อยให้มันเป็นความจริง เดี๋ยวมันก็จะเกิดดราม่า มันก็จะเกิดเป็นธรรมชาติเรียลลิตี้”
“สิ่งที่ทางทรูขอมาตั้งแต่ต้นคือ ไม่อยากให้เอากระแสนอกบ้านเข้าไปพูด แต่ผมว่ามันเป็นสำนึกของผู้ใหญ่อยู่แล้วว่า เราควรจะพูดอะไรหรือไม่พูดอะไรกับเด็ก สำหรับผมแล้วต่อให้มันไม่ใช่บ้านเอเอฟ ถ้าน้องเจอปัญหานี้ ผมคงไม่อยู่ๆ ไปบอกถ้าน้องมันไม่รู้ ต้องปล่อยให้มันเรียนรู้เอง แล้วพอวันที่มันเรียนรู้แล้วถึงปัญหา แล้วมันเสียใจหรืออะไรก็ตาม วันนั้นแหละคือวันที่เราควรจะเข้าไปคุยกับมัน”
อึ้งคาดไม่ถึงประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่ประชาชนต่อต้านสถาบัน ชี้วัยรุ่นปัจจุบันห่างไกลการรักพระมหากษัตริย์ ส่วนตนไม่คิดสอนอีกฝ่ายขณะยังอยู่ในบ้านเอเอฟ
“คือตัวผมเองก็นึกไม่ถึงว่า วันนี้ประเทศเราดำเนินมาจนถึงวันที่มันมีการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ได้ อันนี้ผมนึกไม่ถึงเลยจริงๆ เพราะผมเติบโตมาในยุคสมัยของการที่เรารักและเทิดทูนพระองค์ท่าน แต่จะมองให้เข้าใจกับเด็กรุ่นใหม่ที่ว่า บางทีมันไปฟังข่าวสารอะไรบางอย่างที่ผ่านจากหลายๆ สื่อ แล้วมันต่อต้านสถาบัน มันจะเห็นอีกมุมนึงก็เข้าใจมันได้”
“พูดตรงๆ เลยตอนนี้มันอยู่ในยุคที่ในหลวงท่านทำงานน้อยลงแล้ว เพราะพระองค์ท่านเริ่มชราภาพแล้ว เด็กๆ ทุกวันนี้เขาไม่ได้มาเห็นเหมือนพวกเราที่จะได้เห็นในหลวงทรงเหนื่อย ออกไปทรงงานยังที่ต่างๆ เขาไม่เคยได้เห็นภาพเหล่านั้น แล้วพอมันเป็นภาพเก่าๆ คนบางคนหรือเด็กๆ ก็อาจจะคิดว่ามันเป็นการเซ็ตอัพประชาสัมพันธ์ แต่ผมเติบโตมาในยุคที่เห็นภาพและสัมผัสเรื่องราวเหล่านั้นจริงๆ เราก็เลยรักท่านมาก รักท่านเหมือนท่านเป็นพ่อของเราแท้ๆ รักท่านเหมือนที่ท่านรักเราทำทุกอย่างให้เรา”
“แต่ในมุมกลับกันเด็ก 15-16 ปีมันจะไม่เข้าใจ ฉะนั้นบางครั้งเราต้องมองให้เข้าใจมันแบบผู้ใหญ่อย่างรุ่นผม ผมว่าสามารถทำได้นะ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้น้องมันเข้าใจ อย่างที่คนรุ่นเราเข้าใจ อันนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ดีที่จะบอกเขา สอนเขา แนะนำเขา ถามว่าพอผมมายืนจุดนี้สามารถทำกับมันได้ไหม ผมว่าเรื่องพวกนี้ผมคงสอนมันไม่ได้ในบ้าน”
“อย่างบางทีเราเจอวัยรุ่นที่อยากเป็นศิลปินมาก บางทีมันก็จะพูดว่าไอ้คนนั้นคนนี้ไม่ได้แต่งเพลงเอง คนนั้นมันเป็นบอยแบนด์งี่เง่า ผมจะบอกเขาเสมอว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น ทุกคนไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไร มันต้องใช้ฝีมือหมดทั้งนั้นแหละ ต่อให้มันจะเป็นบอยแบนด์งี่เง่าก็ต้องใช้ความมานะพยายาม ต้องใช้ฝีมือต้องใช้การฝึกฝน การที่เขาจะไปเต้นให้ได้แบบนั้น มันก็ต้องเรียนรู้ ต้องใช้ทักษะ ต้องใช้ศิลปะ ผมจะบอกเด็กเสมอว่า เราไม่ควรไปดูถูกคนอื่น ถ้าเราไม่ชอบแบบนั้น มันก็แค่เราไม่ชอบ เราก็ทำสิ่งที่เราทำให้ดีที่สุด ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปดูถูกกันว่า การทำอย่างนั้นอย่างนี้มันจะเป็นเรื่องที่มีใครเหนือกว่ากัน”
“การคิดอย่างนั้นมันเป็นการมองคนอื่นด้วยโลกที่แคบไปหน่อย ผมรู้สึกว่าถ้าเรามองแบบคนใจกว้าง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะชอบมันซะทุกอย่างนะ ไม่ต้องไปชอบทุกอย่างก็ได้ เพียงแต่เราเข้าใจว่าทำไมเขาเป็นแบบนั้น ไม่ชอบเขาก็ได้ แต่ไม่เห็นต้องทะเลาะกัน เราคิดไม่เหมือนกันก็ได้ ผมเองก็จะมีเพื่อนคนนึงที่เป็นเสื้อแดง ซึ่งผมบอกได้เลยว่าพี่ไม่ใช่เสื้อแดงแน่ๆ ถ้าผมมีเพื่อนคนนึงที่มีความคิดเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่เห็นจะต้องไปทะเลาะหรือว่าไปโกรธกับมัน เรายังเฮฮากันได้ มันเป็นเรื่องของการที่เราชอบไม่เหมือนกัน”
“อย่างตอนนี้ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปเป็นคณะกรรมการในการทำหนังสั้น ในหัวข้อเรื่องศรัทธาพระเจ้าอยู่หัว ขับเคลื่อนชนชาวไทย ซึ่งผู้ที่เข้ามาประกวดส่วนใหญ่ จะเป็นชาวต่างชาติและเด็กนักศึกษาไทย ซึ่งผมเองมองว่า โครงการตรงนี้อาจจะเป็นส่วนนึงที่จะไปกระตุ้นความรู้สึกที่เขามีต่อในหลวงได้บ้าง แต่ผมรู้สึกว่าเด็กๆ ที่จะเข้ามาทำตรงนี้ เขาคงจะอยากเล่าเรื่องในหลวงท่านอยู่แล้ว ก็คิดว่าคงจะเป็นคนที่รักในหลวง แต่คนที่ไม่ผูกพันไม่เข้าใจจะมองเห็นหรือเปล่า”
“โดยส่วนตัวผมว่ามันเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ผมไม่รู้ว่าสังคมโรงเรียนเขาเป็นยังไง สังคมเพื่อนเขาเป็นยังไง สังคมเพื่อนเขาเป็นยังไง ดังนั้นมันไม่ใช่แค่พ่อแม่ เพื่อนหรือตัวเขาที่บ่งบอกความเป็นตัวเขา เด็กมันก็ยังเป็นเหมือนผ้าขาว ตอนนี้มันจะถูกเพ้นท์สีแดง สีเหลือง สีดำ สีขาว หรือสีอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องของคนที่จะเติมให้มัน ไม่ใช่เรื่องของตัวมันเอง เพราะมันเกิดมาขาว”
“ส่วนตัวผมว่าพ่อแม่ต้องถามตัวเองแล้วว่า ถ้าลูกเราเป็นอะไรต้องถามตัวเองก่อนเลยว่า ทำไมลูกเราถึงเป็นแบบนั้น อะไรในครอบครัวเราทำให้ลูกเราถึงเป็นแบบนั้น สังคมโรงเรียนลูกเรามันเป็นยังไง สื่อทั้งหลายก็คงต้องถามตัวเองแล้วล่ะว่า ทำไมคนในสังคมประเทศเรา ถูกอะไรหล่อหลอม มันถูกรัฐบาล มันถูกกลุ่มคนใดหรือสื่อใดก็ตาม ที่หล่อหลอมให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ในช่วงที่มันเกิดวิกฤตกลางเมือง สิ่งนึงที่ผมแปลกใจมากเลยคือ ทำไมหลายๆ คนเชื่อกับข่าวที่มันเป็นแค่การส่งฟอร์เวิร์ดเมล แมสเซจ หรืออะไรต่างๆแล้วมันก็มาเชื่อกัน ผมก็คิดเหรอวะ มันเชื่อกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ ทำไมเราถึงไม่เติบโตมาด้วยการอ่านแล้วคิด แล้วก็เลือกที่จะเชื่อโดยตัวเราเอง ทำไมเราถึงเชื่อทุกอย่างง่ายไปหมด”
เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ “ซ้อ7” ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย ระบบ dtac - เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 ระบบ AIS - กด *468200311 แล้วโทร.ออก ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก
เป็นกระแสให้ติดตามกันตลอดทั้งสัปดาห์ สำหรับกรณีของ 1 ในนักล่าฝันแห่งรายการเรียลลิตี้ อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น7 “มาร์ค วิทวัส ท้าวคำลือ” ที่หลังจากถูกคัดเลือกให้เป็น 12 นักล่าฝันเข้าประกวด ก็ถูกมือดีหยิบข้อความจากเฟซบุ๊คของเจ้าตัวออกมาแฉว่า ได้มีการระบายอารมณ์ด่าทอนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ด้วยถ้อยคำที่หยาบคายถึงขั้นแจกของลับค.. และเคยโพสต์ข้อความพาดพิงถึงทายาทซีพี ตระกูล “เจียรวนนท์” ซึ่งเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของรายการ รวมถึงพูดดูถูก “เซน ปฏิภาณ หล่อเสถียร” หรือ “เซน เดอะสตาร์ 6”
ที่ร้ายกว่านั้นยังพบข้อความที่เจ้าตัวได้ระบายอารมณ์หมิ่นสถาบันว่า เมื่อไหร่จะปลดรูปในหลวงให้หมดทุกบ้าน ซึ่งแม้พ่อของ “มาร์ค” อย่าง “จอห์น ท้าวคำลือ” จะออกมาป้องลูกชายว่า ไม่ใช่เด็กที่ก้าวร้าว รุนแรง แต่เป็นเด็กที่ปากตรงกับใจเท่านั้น แต่คำพูดของพ่อช่างขัดกับคำบอกเล่าของเจ้าตัวเอง ที่ได้เปิดใจในบ้านเอเอฟวันก่อนในช่วงที่ครูสอนแอคติ้งอย่าง “ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์” ได้ให้ 12 นักล่าฝันพูดถึงเรื่องที่อยากจะพูด แต่ไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟัง ซึ่ง “มาร์ค” ก็ได้เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งเคยรำคาญแม่ที่บ่นใส่ตัวเองไม่หยุด กระทั่งสติแตกจึงตะโกนกลับใส่แม่ว่า
“มึงจะเอาอะไรกะกู มึงเคยให้อะไรกับกูที่อยากได้จริงๆ บ้างไหม มึงอยากให้กูไปขายตัวเพื่อเอาเงินมาซื้อในสิ่งที่กูต้องการไหม มึงจะให้กูทำยังไง แค่นี้ขอไม่ได้เหรอ ทำไมต้องบ่น มึงหุบปากได้ไหม ไอ้เ_ย กูไม่ไหวแล้ว”
นอกจากนั้น “มาร์ค V11” ยังโดนครูใหญ่ของบ้านอย่าง “ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์” พูดเตือนให้ใบเหลืองถึง 2 ครั้ง เรื่องพูดจาหยาบคายสองแง่สองง่ามในบ้านเอเอฟ ครั้งหน้าหากมีอีกจะได้ใบแดงและถูกลงโทษ
และวานนี้ (8 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวมีโอกาสพบ “ย้ง ทรงยศ” จึงได้สอบถามถึงกรณีของ “มาร์ค V11” ที่กำลังเป็นประเด็นฉาวอยู่ในขณะนี้ เจ้าตัวเผยว่า
“โดยส่วนตัวหลังจากที่ได้เข้าไปรู้จักเด็กเยอะๆ และผมเองอายุยังน้อยเลยเข้าใจวัยรุ่น แล้วผมเองก็มีโอกาสได้อ่านข้อความเหล่านั้น ได้มีโอกาสรู้จักตัวตนของน้องประมาณนึง อาจจะรู้จักไม่มาก แต่โดยส่วนตัวผมมองว่า น้องก็เป็นแค่วัยรุ่นคนนึง ที่ในสังคมเฟซบุ๊คมันก็เป็นสังคมเพื่อนคนสนิทของเรา ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมไม่ได้บอกว่าน้องทำถูกนะครับ แต่มันเป็นเรื่องของการรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
“และจากที่รู้จักน้องมา ผมว่าน้องไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้น มันเป็นเรื่องของอารมณ์วัยรุ่น ความกร่าง ความอยากโชว์พาวอะไรบางอย่าง ผมว่ามันก็ผิดแหละ แต่ว่าวิธีที่เราจะเตือนหรือสั่งสอนน้อง ไม่ใช่วิธีไปจงเกลียดจงชังเขา ผมว่าเวลาเรามีเด็กที่รู้สึกว่าเขาทำอะไรผิดพลาดบางอย่าง ผมว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการที่จะสอนเขาคือ การให้ความรักเขา แนะนำเขาแบบที่เราเป็นผู้ใหญ่ และผมก็เชื่อว่าความรักมันแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง”
“ตัวผมไม่รู้ว่าน้องเขาจะรู้หรือเปล่าว่า กระแสนอกบ้านเกี่ยวกับเขาเป็นยังไง ผมเองก็เข้ามาทำเอเอฟปีแรก ซึ่งสิ่งที่อยากรู้คือ อยากจะรู้ว่าจริงๆ มันเป็นยังไง พอเข้ามาทำจริงๆ ก็ค้นพบว่า เท่าที่ผมรู้ทุกอย่างมันเป็นความจริง ผมไม่รู้ว่าเบื้องหลังมันมีอะไรหรือเปล่า แต่เท่าที่ผมได้อยู่เบื้องหลังมันเป็นจริงทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรืออะไรก็ตาม มันมีการเซ็ตอัพน้อยมาก หลายคนอาจจะรู้สึกว่า พอมันมีประเด็นเรื่องมาร์คขึ้นมา ซึ่งวันอังคารที่ผ่านมาในชั้นเรียนของผม เราได้มีการเปิดใจ มาร์คเองก็เปิดใจเรื่องคุณแม่ของเขา แล้วเขาก็พูดอะไรบางอย่างออกมา ผมก็พูดกับเขาเหมือนอารมณ์สอนๆ เขา ที่เหมือนจะเกี่ยวโยงภายนอกบ้าน”
“ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้มีคนมาบอกอะไรผมเลย แต่ผมรู้สึกในส่วนของผมเอง คือในอินเนอร์ผมแล้วรู้สึกว่าคนข้างนอกมองน้องยังไง ในใจผมในฐานะของพี่ที่รู้จักน้องประมาณนึง ที่คิดว่าน้องไม่ได้เป็นอย่างที่คนมองหรือรู้สึก เราควรจะสอนน้องในอีกมุมนึง ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องที่มาร์คทำก้าวร้าวกับแม่ มันใหญ่กว่าเรื่องที่มาร์คเขียนในเฟซบุ๊คตั้งเยอะ ในวันนั้นเราพูดเปิดใจในเรื่องที่อยากจะพูด อะไรที่เราคิดว่าจะไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังบ้าง ซึ่งในฐานะของการแสดง มันเป็นเรื่องของการเปิดใจเดินทะลุกำแพง การเปิดตัวตน นักแสดงหรือน้องๆ คนไหนที่อยากจะเป็นศิลปิน หรือก้าวเข้ามาในวงการ เขาต้องก้าวข้ามทะลุตัวตน เขาต้องกล้าที่จะเปิดตัวเองให้ได้ก่อน”
“แล้ววันนั้นน้องๆ ทุกคนก็ล้วนเปิดใจ ซึ่งมันเป็นเรื่องในสิ่งที่เขาทำผิดกับคนที่เขารักหมดเลย ส่วนมากก็จะทำผิดเกี่ยวกับพ่อแม่ อย่างเช่นเคยคิดว่าอยากเขียนเดดโน้ตให้อากงตาย เพราะอากงมาดุ ผมว่ามันเป็นเรื่องวิธีคิดแบบเด็กๆ มันเป็นเรื่องวัยรุ่น ผมเข้าใจได้ว่าในความเป็นวัยรุ่น มันก็มีความขัดแย้งบางอย่างกับครอบครัว เพียงแต่มาร์คอาจจะใช้คำที่รุนแรง แต่เราไม่สามารถไปตัดสินใครได้ โดยที่เรารู้จักเขาแค่นี้ เขาอาจจะมีพื้นฐานอะไรบางอย่าง ที่เราต้องเข้าใจเขามากกว่านี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า เขาเป็นเด็กที่ซื่อๆ ใสๆ เราอย่าไปตัดสินน้องเขา เพียงแค่ว่าเราเห็นข้อมูลเพียงแค่นี้”
“วันนั้นผมก็มีโอกาสได้สอนเขาไปว่า ตอนที่เราเป็นวัยรุ่นก็ต้องเคยทำผิดพลาดมากมายเต็มไปหมด แล้วการที่เราพูดจากับพ่อแม่อย่างนี้ มันก็เป็นอารมณ์นึงในช่วงวัยรุ่น แล้วพี่เชื่อว่าวันนึงที่น้องเติบโต ทุกคนได้เรียนรู้แล้วก็จะเสียใจเองว่า วันนั้นเราไม่ควรจะพูดกับพ่อแม่แบบนั้น ซึ่งมาร์คมันก็ได้เรียนรู้แล้ว มันก็เสียใจก็เลยเดินไปขอโทษคุณแม่แล้ว ตัวผมเองก็มีเฟซบุ๊ค ถามว่าเราเคยมีช่วงอารมณ์ที่ปั่นป่วนหรือเปล่า อยากที่จะระบายไอ้ห่า ไอ้เหี้ย ผมก็มีเต็มไปหมด แต่เผอิญเราแก่แล้วคงระวังตัวมากขึ้น เรารู้ว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่น้องมันยังเด็ก ก็เหมือนตอนนั้น 14-15 ที่เราวุฒิภาวะยังน้อย ไม่งั้นเราจะแก่ไปทำไม เราก็แก่มาเพื่อจะเรียนรู้ชีวิต แล้วประสบการณ์มันก็จะสอนเราว่า ควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร”
เชื่อมาร์คเป็นเด็กใสซื่อ และมีความกบฏในตัวเองตามวัย ลั่นอีกฝ่ายจะผิดปกติหากไม่สำนึกผิดที่ขึ้นมึงกูกับแม่
“ถ้าเอาตามความเชื่อของผม จากที่รู้จักน้องไม่กี่วัน แล้วผมดูแววตามันได้คุยกับมัน ผมว่ามาร์คเป็นเด็กไม่มีอะไร มันเป็นเด็กซื่อๆไม่มีอะไร แต่มันจะมีแววความกบฏของมันอยู่นิดๆ ด้วยความที่มันเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณนี้ มันเป็นธรรมชาติที่จะมีความกบฏบางอย่าง เราเองก็เคยอยู่ในอารมณ์ที่พ่อแม่บอกให้เราทำอะไร ไม่ให้เราทำอะไร แล้วเราก็รู้สึกต่อต้าน คือยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ผมว่าเป็นธรรมชาติของเด็ก ผมว่าวิธีการสำหรับผมที่จะสอนน้อง และบอกน้องเขาคือ รักมันให้มากๆแล้วก็พูดกับมันตรงๆ ถ้าเขาอยากลองอยากทำอะไร ถ้าเป็นลูกผม ผมจะเอามันทำกันต่อหน้าเลย แล้วเราจะสอนเขาได้”
“สมมติว่าเราเลี่ยงไม่ได้ อย่างมีหนังบางเรื่องที่มันดูแล้วไม่เหมาะกับเยาวชน แต่ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็ต้องไปแอบดูกันอยู่ดี เราก็ลากมันมาดูกับเรา แล้วเราก็อธิบายให้เขาฟัง ผมคิดว่าเราจะไว้ใจได้ว่าเด็กมันรับรู้ มันได้รับการถูกสอน มันไม่ได้ไปแอบดูกันเองกับเพื่อน แล้วมันก็เอาไปคิดกันเองไปพูดบิ้ลด์อะไรกันเอง จนกลายเป็นเรื่องที่มันเอาไปจินตนาการต่อของมันกันเอง สิ่งที่เราอยากจะสอนเด็กๆ ในบ้านก็คือ เราอยากจะสอนให้เด็กๆ เป็นตัวของตัวเอง เราอยากจะรักมันให้มากๆ เพื่อที่มันจะได้ไม่ไปเกลียด หรือเบียดเบียนคนอื่น”
“อย่างเรื่องเป็นตัวของตัวเอง คือถ้าครูสอนไปแล้วมันไม่อยากจะเชื่อ มันก็ไม่ต้องเชื่อ มันอย่าไปเชื่อทุกอย่าง เพราะทุกวันนี้ที่มันมีปัญหา ก็เพราะเราไปเชื่ออะไรง่ายไปหมด เรามีข้อมูลอีเมลส่งมา เรามีข้อมูลเฟซบุ๊คส่งมา แล้วเราก็หูเบาเชื่อมันง่ายๆ มันก็เลยเกิด ผมรู้สึกว่าเราต้องสอนให้เด็กมีวิจารณญาณ สอนให้เด็กมันหัดคิดด้วยตัวมันเอง ถ้ามันคิดแล้วค้นพบว่ามันไม่เชื่อ แบบนี้ก็ไม่ต้องเชื่อ หมายถึงว่าถ้าครูสอนแอคติ้งสอนแบบนี้ สอนให้มันเปิดใจแบบนี้ ถ้ามันไม่อยากจะเชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ แต่มันต้องคิดให้ได้ว่าทำไมมันถึงไม่เชื่อ”
“จริงๆ ผมว่าเด็กๆ ทุกยุคทุกสมัยก็คงเหมือนกัน เพียงว่ามันแตกต่างตรงที่ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่นสมัยเราดื้อก็จะหนีโรงเรียนไปเที่ยวป่ากับเพื่อน ทุกวันนี้มันก็เปลี่ยนเป็นหนีโรงเรียนไปเที่ยวห้าง เล่นเกมส์มันต่างกันที่กิจกรรม แต่ผมว่าเรื่องจิตใจมันเหมือนกันทุกรุ่น ที่มันจะมีความสับสน มีการค้นหา มีการต่อต้าน ผู้ใหญ่อย่างเราเคยผ่านจุดพวกนี้มาแล้ว ผมว่าทุกคนเข้าใจผม ซึ่งประสบการณ์ผมก็ 37 ปีเข้าไปแล้ว ผมคิดว่าไม่น่าจะมองอะไรผิดพลาดมาก ผมว่าเด็ก12คนในบ้านเอเอฟรุ่นนี้เป็นเด็กดีครับ เรารู้เลยว่ามันรักครอบครัวของมัน ต่อให้มันจะเคยเขียนเดดโน้ตให้อากง หรือมันจะเคยเรียกแม่มันมึงกู แต่ผมดูออกเพราะเด็ก 15 ปีแววตามันหลอกเราไม่ได้ ถามว่าสิ่งที่มันทำ มันพูดไปมันเสียใจไหม มันก็เสียใจ”
“แล้วที่มันเอาออกมาพูด เพราะเป็นสิ่งที่มันเสียใจ และรู้สึกผิดมาตลอด แต่ถ้าสิ่งที่มันพูดกับแม่มึงกู แล้วมันไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้เลย ผมว่าเด็กมันมีปัญหาแล้วล่ะ แสดงว่ามันเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่นี่เป็นเรื่องที่มันเก็บไว้ในใจ แล้วมันไม่กล้าบอกใคร พอวันนึงมันมีโอกาสได้พูด มันก็พูดออกมาแล้วก็รู้สึกผิด ผมรู้สึกว่ามันได้เรียนรู้อะไรตรงนั้นอยู่แล้ว”
บอกทางทรูไม่เรียกเหล่าเทรนเนอร์ประชุมถึงกรณีดังกล่าว เชื่อหากคอนเสิร์ตเสาร์นี้จะมีกลุ่มคนมาโห่ร้องไล่ “มาร์ค” ก็ต้องปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติของรายการเรียลลิตี้
“กรณีมาร์คพวกครูหรือคนที่ดูแล ไม่ได้มีการประชุมอะไรกันเลย ยิ่งเงียบมากเลย อย่างที่มีกระแสออกมาว่า คอนเสิร์ตวันเสาร์อาจจะมีคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของมาร์ค ซึ่งจะรวมตัวกันไปต่อต้านเขาที่งานคอนเสิร์ต ผมคิดว่าถ้าผมเป็นทรู แล้วผมเป็นคนที่ดูรายการเรียลลิตี้ ผมจะปล่อยให้มันเป็นความจริง คือที่ทุกวันนี้เขาไม่ได้เข้ามาเซ็ตอัพอะไร เขาไม่ได้เข้ามายุ่งจริงๆ เขาไม่ได้เข้ามาบอกว่าจะให้ครูพูดยังไง ไม่เลย ซึ่งถ้าผมเป็นเขา ผมก็จะทำอย่างนี้ คือปล่อยให้ความจริงมันเกิด เพราะความจริงมันสนุกอยู่แล้ว”
“เราไม่ต้องไปเซ็ตมัน เพราะเราคาดเดาสถานการณ์ไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นตอนนี้ปล่อยให้ความจริงมันเกิด ถ้าคอนเสิร์ตวันเสาร์มันมีอย่างนั้นจริง แล้วมาร์คมันไปรู้ตัวบนเวทีคอนเสิร์ตวันนั้น แล้วมันรู้สึกอะไรกลับมา เดี๋ยวมันก็จะได้ความรู้สึกที่มันเป็นเรียลลิตี้ออกมาจริงๆ ให้คนเห็น มันก็จะเป็นเรื่องของครูเอง แล้วถ้าครูรักมัน ครูเห็นมันแล้วสงสารมัน เดี๋ยวครูเข้าบ้านก็จะพูดทุกอย่างออกมาจากใจของครูเอง ผมว่าปล่อยให้มันเป็นความจริง เดี๋ยวมันก็จะเกิดดราม่า มันก็จะเกิดเป็นธรรมชาติเรียลลิตี้”
“สิ่งที่ทางทรูขอมาตั้งแต่ต้นคือ ไม่อยากให้เอากระแสนอกบ้านเข้าไปพูด แต่ผมว่ามันเป็นสำนึกของผู้ใหญ่อยู่แล้วว่า เราควรจะพูดอะไรหรือไม่พูดอะไรกับเด็ก สำหรับผมแล้วต่อให้มันไม่ใช่บ้านเอเอฟ ถ้าน้องเจอปัญหานี้ ผมคงไม่อยู่ๆ ไปบอกถ้าน้องมันไม่รู้ ต้องปล่อยให้มันเรียนรู้เอง แล้วพอวันที่มันเรียนรู้แล้วถึงปัญหา แล้วมันเสียใจหรืออะไรก็ตาม วันนั้นแหละคือวันที่เราควรจะเข้าไปคุยกับมัน”
อึ้งคาดไม่ถึงประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่ประชาชนต่อต้านสถาบัน ชี้วัยรุ่นปัจจุบันห่างไกลการรักพระมหากษัตริย์ ส่วนตนไม่คิดสอนอีกฝ่ายขณะยังอยู่ในบ้านเอเอฟ
“คือตัวผมเองก็นึกไม่ถึงว่า วันนี้ประเทศเราดำเนินมาจนถึงวันที่มันมีการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ได้ อันนี้ผมนึกไม่ถึงเลยจริงๆ เพราะผมเติบโตมาในยุคสมัยของการที่เรารักและเทิดทูนพระองค์ท่าน แต่จะมองให้เข้าใจกับเด็กรุ่นใหม่ที่ว่า บางทีมันไปฟังข่าวสารอะไรบางอย่างที่ผ่านจากหลายๆ สื่อ แล้วมันต่อต้านสถาบัน มันจะเห็นอีกมุมนึงก็เข้าใจมันได้”
“พูดตรงๆ เลยตอนนี้มันอยู่ในยุคที่ในหลวงท่านทำงานน้อยลงแล้ว เพราะพระองค์ท่านเริ่มชราภาพแล้ว เด็กๆ ทุกวันนี้เขาไม่ได้มาเห็นเหมือนพวกเราที่จะได้เห็นในหลวงทรงเหนื่อย ออกไปทรงงานยังที่ต่างๆ เขาไม่เคยได้เห็นภาพเหล่านั้น แล้วพอมันเป็นภาพเก่าๆ คนบางคนหรือเด็กๆ ก็อาจจะคิดว่ามันเป็นการเซ็ตอัพประชาสัมพันธ์ แต่ผมเติบโตมาในยุคที่เห็นภาพและสัมผัสเรื่องราวเหล่านั้นจริงๆ เราก็เลยรักท่านมาก รักท่านเหมือนท่านเป็นพ่อของเราแท้ๆ รักท่านเหมือนที่ท่านรักเราทำทุกอย่างให้เรา”
“แต่ในมุมกลับกันเด็ก 15-16 ปีมันจะไม่เข้าใจ ฉะนั้นบางครั้งเราต้องมองให้เข้าใจมันแบบผู้ใหญ่อย่างรุ่นผม ผมว่าสามารถทำได้นะ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้น้องมันเข้าใจ อย่างที่คนรุ่นเราเข้าใจ อันนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ดีที่จะบอกเขา สอนเขา แนะนำเขา ถามว่าพอผมมายืนจุดนี้สามารถทำกับมันได้ไหม ผมว่าเรื่องพวกนี้ผมคงสอนมันไม่ได้ในบ้าน”
“อย่างบางทีเราเจอวัยรุ่นที่อยากเป็นศิลปินมาก บางทีมันก็จะพูดว่าไอ้คนนั้นคนนี้ไม่ได้แต่งเพลงเอง คนนั้นมันเป็นบอยแบนด์งี่เง่า ผมจะบอกเขาเสมอว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น ทุกคนไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไร มันต้องใช้ฝีมือหมดทั้งนั้นแหละ ต่อให้มันจะเป็นบอยแบนด์งี่เง่าก็ต้องใช้ความมานะพยายาม ต้องใช้ฝีมือต้องใช้การฝึกฝน การที่เขาจะไปเต้นให้ได้แบบนั้น มันก็ต้องเรียนรู้ ต้องใช้ทักษะ ต้องใช้ศิลปะ ผมจะบอกเด็กเสมอว่า เราไม่ควรไปดูถูกคนอื่น ถ้าเราไม่ชอบแบบนั้น มันก็แค่เราไม่ชอบ เราก็ทำสิ่งที่เราทำให้ดีที่สุด ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปดูถูกกันว่า การทำอย่างนั้นอย่างนี้มันจะเป็นเรื่องที่มีใครเหนือกว่ากัน”
“การคิดอย่างนั้นมันเป็นการมองคนอื่นด้วยโลกที่แคบไปหน่อย ผมรู้สึกว่าถ้าเรามองแบบคนใจกว้าง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะชอบมันซะทุกอย่างนะ ไม่ต้องไปชอบทุกอย่างก็ได้ เพียงแต่เราเข้าใจว่าทำไมเขาเป็นแบบนั้น ไม่ชอบเขาก็ได้ แต่ไม่เห็นต้องทะเลาะกัน เราคิดไม่เหมือนกันก็ได้ ผมเองก็จะมีเพื่อนคนนึงที่เป็นเสื้อแดง ซึ่งผมบอกได้เลยว่าพี่ไม่ใช่เสื้อแดงแน่ๆ ถ้าผมมีเพื่อนคนนึงที่มีความคิดเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่เห็นจะต้องไปทะเลาะหรือว่าไปโกรธกับมัน เรายังเฮฮากันได้ มันเป็นเรื่องของการที่เราชอบไม่เหมือนกัน”
“อย่างตอนนี้ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปเป็นคณะกรรมการในการทำหนังสั้น ในหัวข้อเรื่องศรัทธาพระเจ้าอยู่หัว ขับเคลื่อนชนชาวไทย ซึ่งผู้ที่เข้ามาประกวดส่วนใหญ่ จะเป็นชาวต่างชาติและเด็กนักศึกษาไทย ซึ่งผมเองมองว่า โครงการตรงนี้อาจจะเป็นส่วนนึงที่จะไปกระตุ้นความรู้สึกที่เขามีต่อในหลวงได้บ้าง แต่ผมรู้สึกว่าเด็กๆ ที่จะเข้ามาทำตรงนี้ เขาคงจะอยากเล่าเรื่องในหลวงท่านอยู่แล้ว ก็คิดว่าคงจะเป็นคนที่รักในหลวง แต่คนที่ไม่ผูกพันไม่เข้าใจจะมองเห็นหรือเปล่า”
“โดยส่วนตัวผมว่ามันเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ผมไม่รู้ว่าสังคมโรงเรียนเขาเป็นยังไง สังคมเพื่อนเขาเป็นยังไง สังคมเพื่อนเขาเป็นยังไง ดังนั้นมันไม่ใช่แค่พ่อแม่ เพื่อนหรือตัวเขาที่บ่งบอกความเป็นตัวเขา เด็กมันก็ยังเป็นเหมือนผ้าขาว ตอนนี้มันจะถูกเพ้นท์สีแดง สีเหลือง สีดำ สีขาว หรือสีอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องของคนที่จะเติมให้มัน ไม่ใช่เรื่องของตัวมันเอง เพราะมันเกิดมาขาว”
“ส่วนตัวผมว่าพ่อแม่ต้องถามตัวเองแล้วว่า ถ้าลูกเราเป็นอะไรต้องถามตัวเองก่อนเลยว่า ทำไมลูกเราถึงเป็นแบบนั้น อะไรในครอบครัวเราทำให้ลูกเราถึงเป็นแบบนั้น สังคมโรงเรียนลูกเรามันเป็นยังไง สื่อทั้งหลายก็คงต้องถามตัวเองแล้วล่ะว่า ทำไมคนในสังคมประเทศเรา ถูกอะไรหล่อหลอม มันถูกรัฐบาล มันถูกกลุ่มคนใดหรือสื่อใดก็ตาม ที่หล่อหลอมให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ในช่วงที่มันเกิดวิกฤตกลางเมือง สิ่งนึงที่ผมแปลกใจมากเลยคือ ทำไมหลายๆ คนเชื่อกับข่าวที่มันเป็นแค่การส่งฟอร์เวิร์ดเมล แมสเซจ หรืออะไรต่างๆแล้วมันก็มาเชื่อกัน ผมก็คิดเหรอวะ มันเชื่อกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ ทำไมเราถึงไม่เติบโตมาด้วยการอ่านแล้วคิด แล้วก็เลือกที่จะเชื่อโดยตัวเราเอง ทำไมเราถึงเชื่อทุกอย่างง่ายไปหมด”
เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ “ซ้อ7” ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย ระบบ dtac - เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540 ระบบ AIS - กด *468200311 แล้วโทร.ออก ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000 *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก
ข่าวจาก

