กระเช้าขึ้นภูกระดึง ความพยายามที่ไม่ควรพยายาม/ปิ่น บุตรี

โดย : ปิ่น บุตรี

เมื่อมีกระเช้า ลูกหาบจำนวนหนึ่งอาจต้องตกงาน สมัยสาวๆยายเดินชั่วโมงกว่าก็ถึงบนภู(หลังแป) แต่เดี๋ยวนี้แก่แล้ว เดินตั้ง 2 ชั่วโมงกว่าแน่ะ จึงจะถึง

คุณยายวัย 60 กว่าชาวบ้านศรีฐานที่อยู่ด้านล่างทางขึ้นภูกระดึงบอกกับผม หลังเรารู้จักกันในงานประเพณีสงกรานต์สรงน้ำพระพุทธเมตตาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งยายแกเดินขึ้นมาสรงน้ำพระเกือบทุกปีตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน

ใครฟังแล้วอาจจะหาว่าผมโม้ แต่ถ้าได้เห็นคุณยายแกเดินฉับๆอย่างแข็งแรงคล่องแคล่วขึ้นลงคงจะปฏิเสธไม่ได้ ผิดกับผมที่กว่าจะเดินจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านศรีฐานผ่านซำต่างๆขึ้นมาถึงหลังแป ณ ระดับความสูง 1,288 เมตรจากระดับน้ำทะเล ก็ใช้เวลาปาเข้าไป 4-5 ชั่วโมง ตามระดับความฟิตของร่างกายในการขึ้นภูกระดึงแต่ละครั้ง

แต่เมื่อขึ้นมาถึงยังจุดนี้ ความเหนื่อยจะหายไป ความภูมิใจเข้าแทนที่ เพราะเราสามารถฝั่นฝ่าอุปสรรค ความเหน็ดเหนื่อย สูงชัน ขึ้นมาเป็นผู้พิชิตภูกระดึงอีกครั้ง

...เป็นความภูมิใจเล็กๆ ที่มีแต่คนเดินขึ้นภูกระดึงเท่านั้นถึงจะรับรู้และสัมผัสได้...

1...

หลังกลับจากภูกระดึงครั้งนั้น ห้าเดือนต่อมา(ก.ย.52) มีข่าวโครงการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงแพลมออกมาอีกครั้งหลังเงียบหายไปพักหนึ่งทำให้ผมอดนึกถึงคุณยายคนนั้นไม่ได้

เช่นเดียวกับช่วงนี้ที่ภาพของคุณยายบ้านศรีฐานผุดขึ้นมาในสมองผมอีกครั้ง จากข่าวโครงการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงที่ถูกรายการข่าวของทีวีบางช่องนำเสนอข่าวแบบปั่นกระแส เลือกโปรหนุนการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามหากพูดถึงการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง นี่เป็นโครงการประเภทหนังชีวิตที่มีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปัจจุบัน มีความพยายามโยนหินถามทางจากผู้คิดสร้างกระเช้ามาบ่อยครั้ง โดยบรรดาผู้คิดสร้างทุกยุคทุกสมัยต่างอ้างเหตุผลในการคิดสร้างเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ รวมถึงคนที่มีร่างกายไม่แข็งแรง(เดินไม่ไหว) สามารถขึ้นไปสัมผัสกับบรรยากาศบนภูกระดึง เพื่อขนขยะลง รวมถึงเพื่อกระจายรายได้ให้กับชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองเลยให้คึกคักมากขึ้น ซึ่งงานนี้มีการตีมูลค่าการก่อสร้างกระเช้าอยู่ที่ 600 ล้านบาท และมูลค่ารายได้เข้าจังหวัดปีละ 200 ล้านบาท

เรื่องนี้ทางผู้สร้างพยายามชี้ให้สังคมเห็นถึงมูลค่าที่จะได้จากการสร้างกระเช้าซึ่งแสดงออกเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน ในขณะผู้ที่เห็นต่าง ได้พยายามแย้งว่าภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษ เมื่อมีการสร้างกระเช้าขึ้นภู ทำให้คุณค่าและเสน่ห์บางอย่างของภูกระดึงต้องสูญเสียไป อาทิ คุณค่าของเสน่ห์ในการเดินขึ้นหลังแปเพื่อเป็นผู้พิชิตภูกระดึงที่หากมีกระเช้าป้ายเราคือผู้พิชิตภูกระดึงคงไม่มีความหมายสำหรับผู้ที่นั่งกระเช้าขึ้นมา คุณค่าของลูกหาบที่อยู่คู่กับภูกระดึงมาช้านาน คุณค่าของความเท่าเทียมกันในการเดินขึ้นภูกระดึง คุณค่าในมิตรภาพที่พบเจอในระหว่างเดินเท้า คุณค่าในการเอาชนะความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบากในการเดินเท่าขึ้นภูกระดึง

สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือเป็นลักษณะเฉพาะของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างภูกระดึง ซึ่งกับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งนั้น เมื่อมีคุณค่าอยู่ในตัว มูลค่าถึงตามมา แต่ถ้ายิ่งไปเพิ่มมูลค่า คุณค่ากลับยิ่งลดลง

ต้องเดินเท้าขึ้นภูกระดึง ถึงจะรู้ซึ้งในความสำคัญของการเป็นผู้พิชิตภูกระดึง2...

อนึ่งเมื่อมีการคิดสร้างกระเช้า เรื่องที่มีคนไถ่ถามกันมาก็คือจุดที่ใช้ในการสร้างกระเช้า ซึ่งในรายงานข่าวช่องนั้นบอกว่าล่าสุดมีอยู่ 2 จุด คือขึ้นทาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ไปยังผาหล่มสัก และขึ้นทางบ้านศรีฐาน จ.เลย ไปยังหลังแป เป็นทางคู่ขนานไปกับทางเดินขึ้น โดยการสร้างนั้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แทบจะไม่มีผลกระทบใดต่อสิ่งแวดล้อมเลย

ส่วนเหตุที่ทางจังหวัดเลยต้องรีบเสนอโครงการตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาถึงในปีนี้ เพราะกลัวทางจังหวัดเพชรบูรณ์จะชิงสร้างโครงการตัดหน้า ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าถ้าผู้ว่าฯเลยคนปัจจุบันถูกย้ายไปเพชรบูรณ์ในเร็วๆนี้ เขาจะผลักดันโครงการสร้างกระเช้าขึ้นสู่ภูกระดึงหรือเปล่า เพราะในเมื่อเลยยังไม่สร้างเพชรบูรณ์ก็ชิงสร้างตัดหน้ามันก่อนเลยดีกว่า

งานนี้จึงดูเหมือนว่าภูกระดึงจะถูกดึงไปเป็นเครื่องมือของผู้คิดสร้างกระเช้าใน 2 จังหวัดไปเสียฉิบ

3...

หลายคนที่เคยไปภูกระดึงในยุคก่อนๆ เมื่อขึ้นไปภูกระดึงวันนี้บอกว่าภูกระดึงเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะสภาพป่าดูเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การเดินทางขึ้นถึงและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆบนยอดภูสะดวกสบายขึ้นมาก

แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะเทียบไม่ได้เลยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และครั้งสำคัญของภูกระดึง ที่เหล่าผู้ผลักดันไม่เคยพูดถึงแผนการจัดการหลังการสร้างกระเช้าที่เป็นรูปธรรมชัดเจนแต่อย่างใดว่าจะบริหารจัดการอย่างไร?

...หลังมีกระเช้า การจัดการนักท่องเที่ยวบนภูจะเป็นอย่างไร? เพราะบนภูมีความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 1,500 -2,000 คน ในขณะที่อุทยานฯจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 5,000 คนต่อวัน แต่ที่ผ่านมาที่ผู้ต้องการสร้างกระเช้าบางคนอ้างว่าทางเดินขึ้นลำบาก แต่ในช่วงหน้าเทศกาลหยุดยาวคนยังมีคนขึ้นภูกระดึงจนล้น แล้วถ้ามีกระเช้าขึ้นแสนง่าย ป่าจะไม่แตกหรือ?(กระเช้าจะนำคนขึ้นภูได้ประมาณ 750-1,000 คน ต่อชั่วโมง) ถึงแม้ผู้ว่าผู้ว่าฯเลยจะบอกว่าเมื่อมีการสร้างกระเช้ายังคงใช้นโยบายจำกัดนักท่องเที่ยวที่ 5,000 คน เหมือนเดิม แต่เขายังไม่ชัดเจนเรื่องจำนวนคนขึ้นลงที่อยู่บนนั้น แบบไม่ได้พักค้าง

...หลังมีกระเช้า จะจัดการเรื่องปัญญาขยะอย่างไร เพราะการบอกว่าจะนำกระเช้าขนขยะลง แต่การนำคนขึ้นไปมากๆก็เป็นการเพิ่มขยะบนภูจำนวนมากเหมือนกัน

...หลังมีกระเช้า คนแห่มาเที่ยวจำนวนมากโดยเฉพาะในวันหยุดยาว จะดูแลนักท่องเที่ยวอย่างไร เพราะปัจจุบันอุทยานฯมีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ รวมถึงยามที่คนล้นจะจัดการเรื่องแหล่งน้ำธรรมชาติ ร้านค้า ห้องน้ำ อย่างไร?

...หลังมีกระเช้า บรรดาลูกหาบที่มีร่วม 500 คน ต้องสูญเสียรายได้แน่นอนหรือบางคนอาจต้องตกงาน ในขณะที่ทางผู้คิดสร้างแม้ปากจะอ้างว่าพวกลูกหาบไม่ต้องกลัวตกงาน แถมเมื่อมีกระเช้าลูกหาบจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกต่างหาก แต่ว่าเอาเข้าจริงจะให้พวกลูกหาบไปทำอะไร? อย่าลืมว่างานบางอย่างต้องใช้ความรู้และความถนัดเฉพาะด้าน ส่วนถ้าจะต้องการให้นักท่องเที่ยวขึ้นภูแบบไปเช้า-กลับเย็นก็ไม่จำเป็นต้องขนสัมภาระ เรื่องนี้ทางผู้คิดสร้างต้องตอบให้ชัด

ผาหล่มสัก ไฮไลท์สำคัญของภูกระดึง ...หลังมีกระเช้า ใครที่ต้องการนั่งกระเช้าขึ้นไปค้างคืนบนภู จะนำสัมภาระไปกับกระเช้าหรือต้องจ้างลูกหาบ ถ้าจ้างลูกหาบ นั่งท่องเที่ยวนั่งกระเช้าขึ้นไปแค่ราวๆ 30 นาที แต่ลูกหาบต้องเดินแบกของขึ้นภูประมาณ 4-5 ชั่วโมง จะมีแผนบริหารจัดการตรงนี้อย่างไร

...หลังมีกระเช้า จะมีแผนให้รายได้ตกกับพ่อค้า แม่ค้า ที่ขายของระหว่างทางตามซำต่างๆด้วย เพราะเมื่อคนนั่งกระเช้าขึ้นภูแบบรวดเร็วทันใจ 20-30 นาที พ่อค้าแม่ค้าในระหว่างทางย่อมไม่สามารถขายของได้

...หลังมีกระเช้า จะแบ่งสันปันส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปค้างบนยอดภูอย่างไรระหว่างคนที่นั่งกระเช้าขึ้นไปกับคนที่เดินเท้าขึ้นไป(ผู้ว่าฯเลย บอกกระเช้าเป็นทางเลือกใหม่คู่ไปกับการเดินเท้าขึ้น) ซึ่งยังไงขออย่าเป็นประเภทคนนั่งกระเช้าจ่ายมากกว่าย่อมได้สิทธิมากกว่า ถ้าเป็นอีแบบนี้มันคือ 2 มาตรฐานชัดๆ

...หลังมีกระเช้า ทางผู้สร้างบอกว่าจะให้คนไปเที่ยวภูกระดึงแบบไปเช้า-เย็นกลับ แต่เสน่ห์ของภูกระดึงที่ถือเป็นไฮไลท์นั้นอยู่ที่พระอาทิตย์ตก ณ ผาหล่มสัก ถ้าไม่ค้างแรมบนยอดภูรับรองไม่ได้ยลไฮท์ไลท์ของภูกระดึงแน่นอน หรือใครที่หวังจะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกแล้วค่อยนั่งกระเช้าลงก็ผิดกฎระเบียบของการเข้า-ออก อุทยานฯอีก เพราะเลยเวลาปิดอุทยานฯ

...หลังมีกระเช้า คนที่ขึ้นมาบนภูยังไงๆก็ต้องเดินไปเที่ยวชมตามจุดไฮไลท์ต่างๆที่มีระยะทางเดินไกลเอาเรื่อง โดยเฉพาะจากหลังแปจุด(ที่มีแนวโน้มว่าถ้าสร้างกระเช้าจะมาขึ้นยอดภูที่จุดนี้) เมื่อเดินไปกลับผาหล่มสักก็ปาเข้า 20 กว่ากม. ยังไงๆคนที่นั่งกระเช้าขึ้นมาก็ต้องเดินอีกไกลอยู่ดีหลายคนไม่รู้จะเดินไหวหรือเปล่า? ดังนั้นจะมั่นใจได้ยังไงว่าในอนาคต เราจะไม่ได้ยินข้ออ้างว่าจำเป็นต้องทำถนนให้ดีขึ้น ต้องมีรถเอาไว้บริการกับนักท่องเที่ยวที่เดินไม่ไหว ซึ่งที่ผ่านมาได้มีผู้คิดสร้างกระเช้าบางคนแพลมไต๋ออกมาว่า หลังการสร้างกระเช้าแล้ว อาจจะมีการแบ่งโซนสำหรับนักท่องเที่ยวผู้มีกำลังซื้อสูง มีการสร้างที่พักชั้นดี และมีการนำรถกอล์ฟไปวิ่งบริการบนภูกระดึงสำหรับนักท่องเที่ยวชั้นดี โอ้...เอากับเขาสิ

นี่เป็นแค่การจัดการบางส่วนเท่านั้นหลังภูกระดึงมีกระเช้า แต่ว่าที่ผ่านมาผู้ผลักดันการสร้างกระเช้าไม่เคยมีใครพูดอย่างชัดเชนว่าจะจัดการอย่างไร นั่นจึงทำให้พอมีการโยนหินถามทางเรื่องการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงขึ้นมาทีไร เป็นต้องถูกกระแสคัดค้านจำนวนมาก

ชนิดที่ชนะเสียงสนับสนุนแบบขาดลอยทุกครั้ง

4…

การขึ้นไปเที่ยวภูกระดึงในวันนี้

ไม่ว่าจะอยากดีมีจน ก็ต้องเดินขึ้น

ไม่ว่าจะเหลือง แดง น้ำเงิน กากี เขียว ขาว ก็ต้องเดินขึ้น

ไม่ว่าจะคิดบวก คิดลบ หรือคิดไม่ออก ก็ต้องเดินขึ้น
ไม่ว่าจะแตงโม มะเขือเทศ ทุเรียน สับปะรด ก็ต้องเดินขึ้น

เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวทุกคนต้องดำรงชนชั้นเดียวกันนั่นก็คือ ชนชั้นตีนติดดิน เพราะทุกคนต้องเดินสถานเดียวจากบ้านศรีฐานขึ้นไปบนหลังแป

แต่หากมีการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงบรรยากาศแห่งมิตรภาพที่ตกหล่นส่วนหนึ่งจะหายไป ในขณะที่ชนชั้นบนภูกระดึงก็จะถูกแบ่งเป็น 2 ชนชั้นทันที

หนึ่งเป็นชนชั้นตีนติดดิน

ในขณะที่อีกหนึ่งเป็นชนชั้นตีนลอยฟ้า


ข่าวจาก

แสดงความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น